april truth's day#2

posted on 01 Apr 2010 02:10 by madook

บ้านฉันรักขยะ

เรื่องจริงค่ะ ตอนนี้ที่บ้านฉันเต็มไปด้วยถุงขยะใบใหญ่ที่รอการเดินทางครั้งต่อไปอยู่ นั้น พวกมันเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉันลองทำตามคำแนะนำของเพื่อนในโลกไซเบอร์คนนึงว่า ให้เราลองรวบรวมขยะทุกชิ้นที่เราสร้างขึ้นในแต่ละวัน ให้ทำเพียงแค่ 3 วัน แม่เจ้า มันเยอะมาก ในหนึ่งวันฉันสร้างขยะได้มากมายขนาดนี้เลยเหรอ

 

ถุงขยะใบใหญ่ที่บรรจุขยะอย่างเรียบร้อย แยกประเภทดิบดีและที่สำคัญมันสะอาดกว่าขยะทั่วไป พี่สาวฉันทำความสะอาดพวกมันก่อนจะจัดเก็บแยกประเภทให้เถ้าแก่ร้านรับซื้อของเก่าอย่างดีเยี่ยม เพราะคิดว่าถ้าเราเป็นคนงานที่นั่นคงไม่อยากหยิบจับขยะเน่าๆเหม็นๆ พี่ฉันก็เลยจัดการเรียบ

 

ที่มาของขยะเหล่านี้ก็ไม่ได้มาไกลจากแห่งหนใดนักหรอก แค่ลำพังขยะที่เกิดจากบ้านฉันเองก็พอจะเก็บขายได้ทุกเดือนอยู่แล้ว บ้านฉันอยู่ด้วยกันทั้งหมด 7 คน อืมคูณดูซิ เยอะขนาดไหน จะมีบ้างก็ขยะในระหว่างวันที่ไปทำงานแล้วก็ถือเดินกลับบ้านมาด้วย

 

เหตุผลข้อแรกของการริเริ่มเก็บขยะไว้ขายนั้น พี่สาวของฉันเห็นคุณลุงแก่ๆปั่นจักรยานมาเก็บของเก่าทุกวัน พี่สาวฉันก็ใจดีหิ้วขยะลงมาให้คุณลุงทุกวัน วันไหนลุงมาช้าก็นั่งรอจนกว่าคุณลุงจะโผล่หน้ามาจนได้ มีบ้างวันไหนที่คุณลุงป่วยมาไม่ได้พี่สาวหนูก็ต้องหิ้วถุงเหล่านั้นเดินไปทิ้งด้วยความเสียดาย เสียดายตรงที่ว่ามันควรจะได้ไปแปรสภาพเป็นเงินให้คุณลุงได้พอใช้จ่ายบ้างก่อนถูกนำไปรีไซเคิล และหลังจากนั้นไม่นานพี่สาวฉันก็บอกว่าไม่เห็นคุณลุงปั่นจักรยานมาแถวนี้อีกเลย

 

จึงทำให้เกิดเหตุผลข้อที่สองตามมา เอ ถ้าอย่างนั้นเราก็น่าจะเอาอย่างคุณลุงนะ (อาการงกนั้นเอง 555) วันๆนึงขยะบ้านเราเยอะแยะจะตายไป ถ้าลองเก็บดูสักเดือนแล้วเอาไปขายมันก็น่าจะได้ค่าน้ำค่าไฟนิดหน่อยนะ นี่เป็นความคิดของพี่สาวของฉัน งกไหมล่ะ

 

แต่เหตุผลที่แยบยลที่สุดของการเก็บขยะขายก็คือการได้นำขยะเหล่านั้นกลับมารีไซเคิลนั่นเอง อาจจะเป็นเหตุผลข้อสุดท้ายที่พี่สาวของฉันคิดได้ แต่อย่างน้อยๆตอนนี้เหตุผลข้อนี้จะถูกหยิบขึ้นมาทันทีที่มีคนตั้งคำถามกับสิ่งที่บ้านฉันกำลังทำอยู่ ไงล่ะพี่สาวฉันก็อินเทรนด์เหมือนกันนะเนี่ย

 

ตอนนี้ที่บ้านของฉันมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนกิจกรรมร่วมของครอบครัวของพวกเราไปแล้วก็คือการเก็บและแยกขยะ มันทำให้คนในครอบครัวได้มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นด้วยนะฉันคิดอย่างนั้น ตอนนี้เพื่อนบ้านหลายคนเริ่มมองเห็นสิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่ด้วยแล้ว แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเริ่มต้นทำด้วยสาเหตุใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ได้มาก็คือสังคมน่าอยู่มากขึ้น เพราะขยะถูกนำพาไปอยู่ในกระบวนการที่ถูกต้องและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่มันควรจะเป็นแล้ว นี่แค่จุดเล็กๆของสังคม คิดดูว่าถ้าพวกเราช่วยกันทุกคนบ้านเมืองเราคงน่าอยู่มากขึ้นใช่ไหม

 

นี่แหละ สิ่งเล็กๆที่บ้านฉันกำลังทำเพื่อโลกใบนี้อยู่ พลังเล็กๆก็เปลี่ยนโลกได้เหหมือนกันนะ

 

madook/บ้านคนรักขยะ

จดหมายถึงเพื่อน

posted on 28 Jan 2010 16:10 by madook

วันนี้อยู่ๆก็อยากเขียนบล็อคขึ้นมา

หลังจากไม่ได้แวะมาเยี่ยมเยียนเลยนานแล้ว

 

ตอนนี้รู้สึกเซ็งสุดๆ จะว่าเหงาก็เหงานะ เพื่อนหาย !!

จู่ๆเรากับเพื่อนก็มีเรื่องไม่เข้าใจกัน เออ ทะเลาะกันมั่ง

เหมือนจะคุยกันดีๆ แต่วางสายโทรศัพท์แล้วโคตรเจ็บ

เราพยายามอธิบายในสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เรายังไม่สามารถตัดสินใจได้

ให้กับเพื่อนเราฟัง แต่เหมือนยิ่งอธิบายก็ยิ่งเหมือนข้อแก้ตัว

ตอนแรกเหมือนเราแค่ไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้เราผิดเต็มๆเลย

ขอโทษนะแก ถ้าสิ่งที่เรากำลังตัดสินใจนั้นมันกระทบต่อแกมากขนาดนั้น

เราแค่อยากบอกให้แกแน่ใจว่าเราตั้งใจจริง เราจะทำจริงๆ แกอย่ากังวลเลย

 

มีเหตุผลอยู่ไม่กี่ข้อหรอกแกที่ทำให้เราต้องคิดเยอะและคิดนานแบบนี้

เราก็แค่อยากให้คนรอบข้างเข้าใจในสิ่งที่เราเป็นด้วย ไม่ใช่แกคนเดียวที่เห็น

สิ่งนั้นในตัวเรา เราไม่สามารถหันหลังให้ครอบครัวแล้วเดินตามใจตัวเองแบบสุดขั้วได้ขนาดนั้น

เราก็เหมือนแกนั้นแหละ ที่ต้องเดินไปข้างหน้าไปพร้อมๆกับหันมามองคนที่บ้านด้วย

แกก็เคยเล่าสิ่งที่แกฝันไว้ให้เราฟัง เราจำได้หน่า 

 

ไม่ใช่ว่าเรายังไม่แน่ใจ เราแน่ใจแต่ยังไม่มั่นใจในสิ่งที่เราคิดเท่านั้นเอง ชีวิตเราเลยนะแก

 

อยากคุยกับแกว่ะ แต่แกไม่มีฟีตแบ็คกลับมาเลย เราก็ทำตัวไม่ถูก จะเอาตัวเองไปวางไว้ตรงไหนดี

เราเคยผ่านเหตุการณ์คุ้นๆแบบนี้มาแล้วครั้งนึง ซึ่งเราก็ผิดทุกครั้งที่เกิดเรื่อง...(เป็นเด็กมีปัญหาจริงๆด้วย)

นั่นมันก็สร้างกำแพงแผ่นหนาขึ้นมาระหว่างแกกับเราระยะหนึ่งเลย แต่เราโชคดี

จากนั้นมาเราก็พยายามรักษาระยะห่าง รักษาและเอาใจใส่โอกาสที่เราได้รับจากแก 

ที่ให้เราได้กลับมาคุยกันและเป็นเพื่อนที่ซี้กันเหมือนเดิม (เราว่าเราสนิทกว่าเดิมอีกมั่งเนอะ)

 

แต่เรื่องครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องเก่าแบบเด็กๆแบบนั้นอีกแล้ว เรื่องมันโตกว่านั้น

ใช่ พวกเราโตๆกันแล้วนะ

มานั่งคุยกันเหอะ

 

 

 

 

 

 

April Truth 's Day

posted on 01 Apr 2009 08:36 by madook
APRIL TRUTH’S DAY ... เรื่อง >> ทรงกลด บางยี่ขันที่มา >>www.lonelytrees.net (ชื่อเรื่องตอนนี้อ่านได้ว่า จุด จุด จุด หากสงสัยว่าทำไม
ผมถึงต้องเขียนย่นซะขนาดนี้ อ่านจบแล้วจะทราบคำตอบเองครับ) ในความคิดของผม หลักไมล์สำคัญในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมล่าสุดของโลก
คือการเกิดขึ้นของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth
ผมเรียกยุคสมัยปัจจุบันแบบตั้งชื่อเองใช้เองว่ายุค Post An Inconvenient Truth
หรือว่ายุคหลังจากหนังเรื่องนี้
ความแตกต่างที่เห็นชัดที่สุดระหว่างยุคนี้กับยุคก่อนหน้าก็คือ
ความตื่นตัวของผู้คนในทุกวงการที่พยายามจะลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อให้โลกอยู่เย็นเป็นสุขขึ้นในยุคนี้ ใครๆ ต่างก็พากันพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม และทำแคมเปญด้านสิ่งแวดล้อม
ถ้าเปรียบไป หนังสารคดีของอัล กอร์ ก็เปรียบได้กับเปลวไฟ
ที่โหมเข้ามาสร้างความฮึกเหิมให้กับกองฟืนในใจของผู้คน
ที่ผมมองว่าหนังเรื่องนี้เหมือนเปลวไฟก็เพราะผมมองว่ามันเป็น กระแส
ข้อดีของสิ่งที่อยู่ในกระแสก็คือ มีพลังเยอะ ดึงดูดความสนใจของคนทั้งสังคมได้
และใครๆ ก็อยากโดยสารไปกับกระแสนี้
แต่ข้อเสียคือ อะไรก็ตามที่เป็นกระแสนั้นมักอยู่ได้ไม่นาน
หนังเรื่องนี้เลยเป็นได้แค่เชื้อที่จะช่วยจุดฟืนในใจแต่ละคนให้ลุกเป็นไฟก่อนที่ตัวมันจะวูบดับไปช่วงนี้กระแสจากหนังเรื่องนี้เริ่มแผ่วหาย
เช่นเดียวกับกระแสเรื่องสิ่งแวดล้อมที่พอพูดกันซ้ำไปซ้ำมาบ่อยๆ เข้า คนก็เริ่มเอียน
แล้วก็ทำท่าว่ากระแสนี้ค่อยๆ จางลงๆ โดยแทบไม่ได้จุดฟืนให้ติดไฟทิ้งไว้
นี่คือสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในบางหย่อมย่านของโลกแต่ในหลายๆ ประเทศ หนังเรื่องนี้ได้จุดฟืนท่อนเล็กท่อนใหญ่ให้ติดไฟได้เป็นแถว
แล้วไฟจากฟืนเหล่านี้ก็ลามไปหากันอย่างไม่รู้จบสิ้น
ผู้คนแถวนั้นล้วนเข้าใจดีว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ
แต่เป็นเรื่องที่ท้าทาย และเป็นเรื่องที่ทุกคนจำเป็นต้องสนใจ
ความแตกต่างของสองดินแดนนั้นอยู่ที่ไหน
บางทีอาจจะต่างกันตรงคำถามง่ายๆ แค่คำถามเดียวเราจะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมง่ายๆ ในชีวิตประจำวันได้ยังไง?
หรือ เราจะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดได้ยังไง?มันอาจจะมาจากความปรารถนาดีที่อยากให้ผู้รับสารได้มีส่วนร่วมกับการดูแลโลกในทันที
หรือไม่อย่างนั้นก็อาจจะเป็นความเคยชิน ที่เห็นและได้ยินคนทิ้งท้ายแบบนี้อยู่บ่อยๆ
คนจำนวนไม่น้อยถึงนิยมสรุปทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็มีอยู่แค่ไม่กี่วิธี
การส่งสารที่เน้นแค่ปลายทางว่า อยากให้เราช่วยกันอะไรบ้าง
(
ซึ่งเป็นวิธีซ้ำๆ ที่เราได้ยินมาจนฉ่ำหูแล้ว)
โดยไม่พยายามอธิบายให้เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา
นี่แหละครับ สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา
ต่อให้เรามีเจตนาดีอยากช่วยโลกแค่ไหน
แต่ไม่เข้าใจว่าปัญหาที่โลกใบนี้เจอคืออะไร เราจะไปคิดหาหนทางแก้ปัญหาอื่นได้อย่างไร
สุดท้าย เราก็เลยได้แต่ช่วยกันดูแลโลกด้วยวิธีการง่ายๆ ไม่กี่วิธีที่บอกกัน
เบื่อก็เลิก, แล้วเปลวไฟของกระแสสิ่งแวดล้อมไม่ได้ทิ้งอะไรเอาไว้เลยหากเราตั้งคำถามกันเสียใหม่ว่า ด้วยศักยภาพที่แต่ละคนมีอยู่กับตัว
เราสามารถช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดได้อย่างไร
หากเรารู้จักตัวเอง และรู้จักปัญหา
เราจะพบวิธีการดูแลโลกที่แปลกใหม่และหวังผลได้อีกมากมายไม่รู้จบ
เหมือนอย่างที่หลายๆ ประเทศในโลกนี้กำลังเป็น
วิธีการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดกันได้ข้ามสาขาอาชีพหากกราฟิกดีไซเนอร์สักคนได้รับคำถามว่า
เขามีวิธีช่วยโลกนี้ง่ายๆ อย่างไร เขาอาจจะตอบว่า ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก
แต่ถ้าถามใหม่ว่า โดยอาชีพของเขา เขาสามารถช่วยโลกนี้ได้มากที่สุดอย่างไร
เขาคงจะทบทวนถึงกระบวนการทำงานของตัวเองว่า ทิ้งผลกระทบอะไรไว้กับโลกบ้าง
และอะไรคือผลกระทบหนักหนาที่น่าแก้ไขที่สุด
เหมือนอย่างที่กลุ่มครีเอทีฟในเนเธอร์แลนด์ที่ชื่อ SPRANQ ได้ลองถามตัวเองมาแล้วผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหลักที่เกิดจากงานพิมพ์ก็คือการใช้กระดาษ
ซึ่งทุกวันนี้มีคนพูดเรื่องการประหยัดกระดาษแล้วมากมาย
เขาไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำ
สิ่งที่เขาทำก็คือ หากจำเป็นต้องสั่งปรินต์จริงๆ เราสามารถช่วยประหยัดอะไรได้อีก
ในการสั่งพิมพ์แต่ละครั้ง นอกจากจะใช้กระดาษแล้วก็ยังต้องใช้หมึกด้วย
ดีไซเนอร์กลุ่มนี้ก็เลยตั้งใจว่าจะลดการใช้หมึกพิมพ์ลงด้วยทักษะการออกแบบที่พวกเขามี
ผลที่ได้ก็คือ ฟอนต์ใหม่เอี่ยมชื่อ Sprang Eco Sansพวกเขาตั้งคำถามว่า จะสามารถลดทอนการพิมพ์ตัวหนังสือแต่ละตัวลงได้มากที่สุดแค่ไหน
โดยที่ยังสามารถอ่านตัวอักษรนั้นได้
หลังจากลองอยู่หลายวิธี ก็มาจบที่การใส่จุดกลมเข้าไปตัวหนังสือ
โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรูในชีส
รูที่ว่านี้สามารถช่วยประหยัดหมึกพิมพ์ลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์
ฟอนต์นี้ใช้ได้กับระบบปฏิบัติการของเครื่อง PC และ Mac
และยินดีให้ทุกคนโหลดไปใช้ได้ฟรีๆ ที่ www.ecofont.euถ้าเราให้โจทย์นักออกแบบไปว่า ต้องการโปสเตอร์รณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมที่สวย
เราก็จะได้โปสเตอร์ที่สวย
แต่ถ้าเราตั้งโจทย์ว่า ต้องการโปสเตอร์ที่ใช้กระดาษน้อยที่สุด ใช้หมึกน้อยที่สุด น้ำหนักเบาที่สุด
หรือใช้พลังงานในการผลิตน้อยที่สุด
เราก็จะได้โปสเตอร์ที่ตัวมันเองก็มีส่วนร่วมในการดูแลโลกด้วย
ไม่ใช่แค่กราฟิกดีไซเนอร์ที่สามารถหาทางออกในการดูแลโลกตามความถนัดของตัวเองได้

ผมเชื่อว่างานทุกสาขาอาชีพล้วนสามารถทำได้หากเราตั้งคำถามที่ถูกต้องให้กับตัวเอง 

ถามเอาอะไร

posted on 23 Feb 2009 13:19 by madook

ไม่รู้สิ อยู่ดีๆก็นึกขึ้นมาได้ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นเมื่อวันวาเลนไทน์ปีที่แล้ว(2008)

วันนั้นฉันเรียนหนักทั้งวัน จบชั่วโมงติวตอนทุ่มครึ่ง แต่ยังเหงาๆไปหน่อยถ้าจะให้กลับหอไป

จึงชวนเพื่อนซี้ไปดูหนัง วันนั้น คริตกะจ๋าฯ เข้าพอดี ก็เลยไปกัน ในใจไม่ได้คิดถึงเรื่องใดๆเลย

นอกจาก ฉันจะไปดูหนัง กับ เพื่อน ฉันไปถึงโรงหนังก่อนหนังเข้าฉายประมาณยี่สิบนาที

ฉันเลือกที่นั่งตามความคุ้นเคย G4-G5 ฉันชอบที่นั่งตรงนี้ มันสบายสายตาดี ฉันจำได้ว่า

ตอนที่ฉันเลือกที่นั่ง เบาะข้างๆฉันยังว่าง และฉันไม่คิดว่าจะมีใครมานั่งข้างๆกันตรงนั้น

.... 

ถึงเวลาหนังเข้าฉาย ฉันเดินสบายอารมณ์เข้าโรงหนังไป นั่งกินข้าวโพดแสนหวาน+น้ำแดงสุดซ่า

.....

...

ทำไม ต้องเป็นแกด้วยว่ะ

ทำไม แกไม่เลือกที่นั่งที่อื่นล่ะ

ทำไม แกต้องนั่งที่ติดกับฉันล่ะ

ทำไม ต้องทำตัว แมน ขนาดนั้น ล่ะ

ทำไม ต้องเป็นวันนี้ด้วยนะ

...

หนังที่ว่าสนุก ใช่มันสนุก แต่ฉันร้องไห้ (หนังเค้าสนุกจริงๆนะ)

แกไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใครนั่งอยู่เบาะข้างๆ

หรือแกรู้ แต่ทำเป็นไม่รู้ แกใจร้ายมากนะ

แกไปกับเขา แกมีดอกไม้ให้เขา แกไม่ผิด เราไม่ได้เป็นอะไรกัน

...

เราลืมมันไปหมดแล้ว ในวันที่แกบอกว่า คบกันมั้ย

มันหมายความว่ายังไง ฉันจำไม่ได้ แกบอก ฉันปฎิเสธ เพียงเพราะว่ามันเร็วเกินไป

แค่นี้หรอ ที่ทำให้คำพูดวันนั้น เป็นเพียงมลพิษ ฉันแค่ต้องการเวลา เธอไม่รอฉัน

...

คุณดูมิวสิค ถามเอาอะไร รึยังคะ ใช่คะ ฉากในโรงหนังมันทำให้ฉันคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

แต่ตอนนี้ฉันสบายดีมากๆแล้วคะ ส่วนเค้าก็ยังคงอยู่ในวังวนที่ตัดสินใจไม่ได้

ช่างเขาเถอะ ตอนนี้เรากลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมแล้ว

 

 

วาเลนไทน์เจ้ากรรม

posted on 16 Feb 2009 15:12 by madook

เวลา 5.20 น. เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

ไอ้เราก็นึกว่าเป็นนาฬิกาปลุก ไม่ใช่ค่า มันเป็นเสียงข้อความเข้า

ดังยังไงก็ไม่หยุด โอ้ย !! ไหนดูศิ ใครกันนะ ส่งมาจังงงง

 HAPPY VALENTINE'S DAY อืม โอเค ข้อความตามกระแส เดี๋ยวคงเงียบ

...

...

...

ยังคะ มันยังคงเดินหน้าเคลื่อนทัพส่ง sms เหล่าเข้ามายังมือถือของฉัน

จนต้องปิดเสียง

จนต้องปิดเครื่อง

จนเปิดเครื่องแล้วพบว่า กล่องข้อความเต็ม ที่ 200 กว่าข้อความ

จากเบอร์นั้น เบอร์เดียว

จากคนคนเดียว

จะขอฉันแต่งงานหรือคะคุณ

ฉันไม่ได้ปลาบปลื้มเลยกับ sms เหล่านั้นเลยนะคะ (ออกจะเซ็งจิต)

ทำไมคะ รักฉันมากเลยหรอคะ

ฉันยอมรับนะ ว่าฉันก็รักคุณเช่นกัน

ไม่อย่างนั้น ฉันคงไม่ทำทุกอย่างเพื่อให้เราได้รู้จักกัน

แต่ทำแบบนี้มันก่อกวนกันเกินไปรึปล่าวคะ

 

คุณรู้มั้ย ใครส่ง sms ให้ฉันในวันที่ใครๆก็อย่างได้รับ แต่ฉันกลับเซ็ง

1666 ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย

สงสัยจะคิดถึงกันมาก คะ แต่ตอนนี้ฉันยังไม่คิดถึงนะ รอก่อนนะ

พร้อมเมื่อไหร่จะตอบตกลง อิอิ///ขอบคุณนะคะ สภากาชาดไทย i love u